สภาพพื้นที่และแนวเส้นทางโครงการในปัจจุบัน
สภาพพื้นที่โครงการ
จุดเริ่มต้นของโครงการอยู่บริเวณ กม.0+910 บนทางหลวงหมายเลข 4206 บริเวณตำบลห้วยน้ำขาว อำเภอคลองท่อม โดยแนวเส้นทางมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ผ่านคลองกรด (กม.7+747) และคลองน้ำแดง (กม.2+171) จากนั้นมุ่งหน้าลงทิศใต้ผ่านพื้นที่สองข้างทางเป็นสวนปาล์ม สลับกับพื้นที่ชุมชน และผ่านคลองนาหมู (กม.5+539) ผ่านโรงเรียนบ้านทุ่งเสม็ด กม.7+000) และคลองยาง (กม.10+168) เข้าสู่พื้นที่ ตำบลคลองยาง อำเภอเกาะลันตา จากนั้นแนวเส้นทางผ่านพื้นที่ป่าคลองลัดปันจอ (ป่าสงวนแห่งชาติ ความยาว 1.80 กม.) แนวเส้นทางยังมุ่งหน้าลงทิศใต้ผ่านโรงเรียนคลองยางประชานุสรณ์ (กม.13+100) ผ่านตลาดบ้านเขาฝาก (กม.14+450) ผ่านจุดตัดทางแยก กบ.4023 (กม.14+600) ผ่านอบต.คลองยาง (กม.14+700) ผ่านคลองโต๊ะหลัง (กม.16+589) จากนั้นแนวเส้นทางเข้าสู่พื้นที่ตำบลเกาะกลาง แนวเส้นทางยังคงมุ่งหน้าลงทิศใต้ ผ่านคลองร่าปู (กม.23+361) และ ไปสิ้นสุดโครงการที่ กม.27+094 บริเวณท่าเรือบ้านหัวหินและสามารถเดินทางต่อทางเรือไปยังเกาะลันตา โดยมีระยะทางประมาณ 26.184 กิโลเมตร รายละเอียดแผนที่แนวเส้นทางโครงการ ดังแสดงในรูปที่ 6-1 ปัจจุบันถนนทั่วไปมีขนาดตั้งแต่ 2-4 ช่องจราจร และมีเขตทางกว้างประมาณ 30 เมตร ประกอบด้วย ถนนช่วงนอกชุมชนมีขนาด 2 ช่องจราจร ไม่มีเกาะกลาง และขนาด 4 ช่องจราจร มีเกาะกลางแบบกำแพงคอนกรีต สำหรับถนนช่วงเขตชุมชนมีขนาด 4 ช่องจราจร มีเกาะกลางแบบยก โดยสภาพพื้นที่ตามแนวเส้นทางโครงการมีลักษณะเป็นที่ราบ โดยมีสภาพพื้นที่สองข้างทางส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรมสลับกับพื้นที่ชุมชน และทีพื้นที่ป่าไม้ โดยแนวเส้นทางตัดผ่าน คลองกรด คลองน้ำแดง คลองนาหมู คลองยาง คลองโต๊ะหลัง และคลองร่าปู

รูปที่ 6-1 แนวเส้นทางโครงการ
การจราจรและโครงข่ายคมนาคมในพื้นที่โครงการ
โครงข่ายการเดินทางเพื่อเชื่อมโยงการเดินทางมายังพื้นที่โครงการ ประกอบไปด้วย ทางหลวงแผ่นดินทางหลวงชนบท เป็นโครงข่ายถนนที่สำคัญต่อถนนโครงการฯ (รูปที่ 6-2) ดังรายละเอียดต่อไปนี้

รูปที่ 6-2 โครงข่ายถนนที่เกี่ยวข้องกับแนวเส้นทางโครงการฯ
• ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 (คลองท่อม – นาวง) หรือถนนเพชรเกษม เป็นทางหลวงแผ่นดินสายประธานของประเทศไทย ที่มีเส้นทางมุ่งสู่ภาคใต้ของประเทศไทย เป็นทางหลวงหรือถนนสายที่ยาวที่สุดในประเทศ เชื่อมโยงการเดินทางในพื้นที่ศึกษาโครงการฯ ตอนควบคุม คลองท่อม – นาวง (รหัสตอนควบคุม 1103) มีระยะทางตามบัญชีอยู่ที่ 51.380 กิโลเมตร เป็นถนนขนาด 4 ช่องจราจร (รวม 2 ทิศทาง) ความกว้างช่องจราจร 3.50 เมตร ไหล่ทางกว้าง 2.50 เมตร ความกว้างเขตทางด้านซ้าย/ขวา 20/20 เมตร แบ่งทิศทางการจราจรแบบเกาะยก (Raise Median) ลักษณะพื้นผิวจราจรเป็นแบบแอสฟัลท์และคอนกรีต การใช้ประโยชน์ที่ดินโดยรอบ ได้แก่ สถานที่ทางศาสนา สถานีบริการน้ำมันและแก๊ส บริษัทเอกชน ร้านค้า ร้านอาหาร ที่อยู่อาศัย และพื้นที่การเกษตร ดังแสดงในรูปที่ 6-3

รูปที่ 6-3 ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 (คลองท่อม – นาวง)
• ทางหลวงหมายเลข 4206 (ห้วยน้ำขาว – เกาะกลาง) มีจุดเริ่มต้นโดยแยกจากทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 (สามแยกถนนเพชรเกษม) สิ้นสุดที่ ท่าเรือกระบี่-เกาะลันตา (บริเวณเกาะลันตา) เชื่อมโยงการเดินทางในพื้นที่ศึกษาโครงการฯ มีระยะทางตลอดสายทางอยู่ที่ 27.097 กิโลเมตร เป็นถนนขนาด 2 ช่องจราจร (รวม 2 ทิศทาง) ช่องจราจรกว้าง 3.50 เมตร เมตร ไหล่ทางกว้าง 1.50 เมตร ความกว้างเขตทางด้านซ้าย/ขวา 15/15 เมตร ลักษณะพื้นผิวจราจรเป็นแบบแอสฟัลท์ติกคอนกรีต การใช้ประโยชน์ที่ดินโดยรอบประกอบด้วย แหล่งที่อยู่อาศัย สถานที่ทางศาสนา สถานที่ราชการ ร้านค้า ร้านอาหาร สถานีบริการน้ำมัน และพื้นที่การเกษตร ดังแสดงในรูปที่ 6-4

รูปที่ 6-4 ทางหลวงหมายเลข 4206 (ห้วยน้ำขาว – เกาะกลาง)
• ทางหลวงหมายเลข 4043 เชื่อมโยงการเดินทางในพื้นที่ศึกษาโครงการฯ โดยเชื่อมต่อมาจากทางหลวงหมายเลข 4 สิ้นสุดที่ บริเวณพื้นที่คลองโตะแรง มีระยะทางตลอดสายทางอยู่ที่ 13.20 กิโลเมตร เป็นถนนขนาด 2 ช่องจราจร (รวม 2 ทิศทาง) ขนาดความกว้างช่องจราจร 3.50 เมตร ไหล่ทางกว้าง 1.50 เมตร ความกว้างเขตทางด้านซ้าย/ขวา 10/10 เมตร ลักษณะพื้นผิวจราจรเป็นแบบแอสฟัลท์ติกคอนกรีต การใช้ประโยชน์ที่ดินโดยรอบได้แก่ แหล่งที่อยู่อาศัย สถานที่ทางศาสนา สถานที่ราชการ บริษัทเอกชน ร้านค้า ร้านอาหาร สถานีบริการน้ำมัน และพื้นที่การเกษตร ดังแสดงในรูปที่ 6-5

รูปที่ 6-5 ทางหลวงหมายเลข 4043
• ทางหลวงชนบท กบ.4023 มีจุดเริ่มต้นโดยแยกจากทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4206 เชื่อมโยงการเดินทางในพื้นที่ศึกษาโครงการฯ มีระยะทางตลอดสายทางอยู่ที่ 9.031 กิโลเมตร เป็นถนนขนาด 2 ช่องจราจร (รวม 2 ทิศทาง) ช่องจราจรกว้าง 3.50 เมตร ไหล่ทางกว้าง 1.00 เมตร ความกว้างเขตทางด้านซ้าย/ขวา 10/10 เมตร ลักษณะพื้นผิวจราจร เป็นแบบแอสฟัลท์ติกคอนกรีต การใช้ประโยชน์ที่ดินโดยรอบประกอบด้วย แหล่งที่อยู่อาศัย สถานที่ทางศาสนา โรงเรียน และพื้นที่การเกษตร ดังแสดงในรูปที่ 6-6

รูปที่ 6-6 ทางหลวงชนบท กบ.4023
• ทางหลวงชนบท กบ.1033 มีจุดเริ่มต้นโดยแยกจากทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 สิ้นสุดที่ทางหลวงหมายเลข 4043 เชื่อมโยงการเดินทางในพื้นที่ศึกษาโครงการฯ มีระยะทางตลอดสายทางอยู่ที่ 6.00 กิโลเมตร เป็นถนนขนาด 2 ช่องจราจร (รวม 2 ทิศทาง) ช่องจราจรกว้าง 3.50 เมตร ไหล่ทางกว้าง 0.50 เมตร ความกว้างเขตทางด้านซ้าย/ขวา 10/10 เมตร ลักษณะพื้นผิวจราจรเป็นแบบแอสฟัลท์ติกคอนกรีต การใช้ประโยชน์ที่ดินโดยรอบประกอบด้วย แหล่งที่อยู่อาศัย สถานที่ทางศาสนา ร้านค้า และพื้นที่การเกษตรดังแสดงในรูปที่ 6-7

รูปที่ 6-7 ทางหลวงชนบท กบ.1033
ขั้นตอนการออกแบบทางเรขาคณิต
ที่ปรึกษาจะนำข้อมูลที่รวบรวมตามที่เสนอดังข้างต้น นำมาประกอบการพิจารณาออกแบบรายละเอียดหลวงขนาด 4 ช่องจราจร (หรือมากกว่า) ตามมาตรฐานของกรมทางหลวง โดยมีแนวทางการออกแบบโดยสรุป ดังนี้
1. ศึกษาข้อจำกัดและวิเคราะห์ความเสี่ยงต่างๆ ทั้งทางด้านวิศวกรรมและด้านสิ่งแวดล้อม
2. วิเคราะห์ลักษณะทางกายภาพของทางหลวงเดิม ได้แก่ วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของความเร็วที่ใช้ได้กับความลาดชันของถนน (Speed-Profile) วิเคราะห์ระยะมองเห็นที่ปลอดภัย (Sight Distance) ทั้งทางราบและทางดิ่ง เพื่อประกอบการพิจารณาในการออกแบบ
3. กำหนดความเร็วที่ใช้ในการออกแบบ ตามมาตรฐานชั้นทางพิเศษของกรมทางหลวง โดยแบ่งเป็นความเร็วในทางราบ ทางเนิน และทางเขา โดยในช่วงภูเขาจะคำนึงถึงความสม่ำเสมอของการใช้ความเร็วให้อยู่ในช่วงที่กำหนด (เช่น 60-70 กม./ชม) โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงความเร็วอย่างกระทันหัน
4. ปรับรูปแบบทางด้านเรขาคณิต ทั้งแนวทางราบ (Horizontal Alignment) และแนวทางดิ่ง (Vertical Alignment) ให้สามารถรองรับความเร็วที่ออกแบบได้ทุกช่วง โดยไม่ให้มีลักษณะที่เป็นจุดอันตราย เช่น โค้งแคบ (Sharp Curve) โค้งหลังหัก (Broken Back Curve) โค้งสลับทิศทางที่มีระยะเข้าโค้งไม่เพียงพอ (Reverse Curve with insufficient tangent) โค้งทางดิ่งที่มีระยะมองเห็น/ระยะหยุดปลอดภัยไม่เพียงพอ เป็นต้น โดยการปรับรูปแบบทางเรขาคณิตจะใช้วิธีการต่างๆ เช่น การรวบโค้งทางราบรัศมีแคบหลายๆ โค้งเป็นโค้งเดียวที่มีรัศมีกว้าง (Combine Curve) การปรับแนวเส้นทาง (Realignment) หรือการใช้โครงสร้างสะพานหรืออุโมงค์เพื่อลดความลาดชันทางดิ่ง เป็นต้น โดยการออกแบบจะพยายามใช้เขตทางเดิมให้มากที่สุดแต่ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องขยายเขตทาง ที่ปรึกษาจะคัดเลือกรูปแบบที่เหมาะสมและเลือกใช้วิธีการก่อสร้างที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด
แนวคิดในการออกแบบถนนโครงการเบื้องต้น
รูปตัดทั่วไปของโครงการออกแบบเป็นถนนระดับพื้นขนาด 4 ช่องจราจร (กว้างช่องละ 3.50 เมตร) พร้อมไหล่ทางด้านนอกกว้าง 2.50 เมตร โดยแบ่งลักษณะการออกแบบตามสภาพพื้นที่ภายในเขตทางเดิม 30.00 เมตร ดังนี้
ช่วงพื้นที่ชุมชน : แบ่งทิศทางจราจรด้วยเกาะกลางแบบยก (Raised Median) พร้อมทางเท้า แสดงในรูปที่ 7-1

รูปที่ 7-1 ตัวอย่างรูปตัดถนนทั่วไปขนาด 4 ช่องจราจร พร้อมทางเท้า (ในเขตชุมชน)
ช่วงนอกเขตชุมชน : แบ่งทิศทางจราจรด้วยกำแพงคอนกรีต (Barrier Median) ไม่มีทางเท้า แสดงในรูปที่ 7-2

รูปที่ 7-2 ตัวอย่างรูปตัดถนนทั่วไปขนาด 4 ช่องจราจร (นอกเขตชุมชน)
อย่างไรก็ตามการออกแบบรูปแบบการพัฒนาโครงการบริเวณจุดสิ้นสุดโครงการ ที่ปรึกษาจะทบทวนผลการศึกษาและออกแบบให้สอดคล้องกับรูปแบบการพัฒนาของ โครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา ตำบลเกาะกลาง – ตำบลเกาะลันตาน้อย อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ซึ่งทำการศึกษาและออกแบบโดยกรมทางหลวงชนบท และได้มีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ไว้แล้วเมื่อปี พ.ศ.2566 เพื่อการเชื่อมต่อการคมนาคมที่สมบูรณ์และสนับสนุนการท่องเที่ยวของจังหวัดกระบี่
เพื่อลดผลกระทบการแบ่งแยกพื้นที่และปัญหาการคมนาคมสัญจรในท้องถิ่นที่ถูกตัดขาดจากการก่อสร้างถนนโครงการ ได้กำหนดให้มีออกแบบทางแยก จุดกลับรถ และการเชื่อมทาง ในจุดที่มีความเหมาะสม การออกแบบทางแยกต่างระดับ (ถ้ามี) จะพิจารณาให้เหมาะสมกับข้อมูลการคาดการณ์ปริมาณจราจรบริเวณทางแยก โดยจะคำนึงถึงโครงข่ายการคมนาคมขนส่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งปัจจุบันและอนาคต โดยส่วนใหญ่จะออกแบบให้ทางสายหลักมีกระแสจราจรที่มีความต่อเนื่อง เช่น ออกแบบสะพานยกระดับ (Overpass) บนทางสายหลัก ส่วนทางสายรองที่มีปริมาณจราจรไม่สูงมากอาจใช้รูปแบบทางแยกระดับพื้นควบคุมด้วยสัญญานไฟจราจรในการจัดการจราจร ดังแสดงในรูปที่ 7-3 โดยในขั้นตอนของการออกแบบจะมีการเสนอรูปแบบทางแยกต่างระดับด้านวิศวกรรมที่แตกต่างกันไม่น้อยกว่า 3 รูปแบบ รวมทั้งรูปแบบโครงสร้างทางเลือกที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงความเหมาะสมด้านวิศวกรรม และความสวยงามทางด้านสถาปัตยกรรม พร้อมทั้งศึกษาเปรียบเทียบในด้านราคาค่าก่อสร้าง วิธีการก่อสร้างรูปแบบที่เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และผลการวิเคราะห์ระดับการให้บริการของทางแยก เสนอต่อกรมทางหลวงเพื่อพิจารณาคัดเลือกก่อนที่จะดำเนินการออกแบบในรายละเอียดขั้นต่อไป

รูปที่ 7-3 ตัวอย่างทางแยกต่างระดับ
การออกแบบแนวทางราบ (Horizontal Alignment)
ที่ปรึกษาจะดำเนินการออกแบบรายละเอียดงานทางในด้านต่างๆ โดยการออกแบบจะครอบคลุมการออกแบบทาง แนวระดับ รูปตัด ทางแยก ทางขนาน ทางข้าม ทางลอด (ถ้ามี) เครื่องหมายและป้ายจราจร รวมถึงงานระบบอำนวยความปลอดภัย การจัดการจราจรระหว่างก่อสร้าง สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ใช้ทางและงานอื่นๆ ที่จำเป็น โดยการออกแบบจะยึดถือเกณฑ์จากข้อกำหนดตามมาตรฐานสากลที่ทันสมัย และมาตรฐานของกรมหรือหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ การออกแบบรายละเอียดงานทาง จะต้องพิจารณา ปริมาณจราจร ลักษณะของยานพาหนะ และความเร็วในการออกแบบ เป็นต้น ซึ่งในการออกแบบที่ปรึกษาจะพิจารณาดังรายละเอียดต่อไปนี้
- การออกแบบโค้ง การยกโค้ง ขยายโค้ง จะต้องพิจารณาแนวของถนน ทางตรง ทางโค้ง ทางราบ ทางลาดชัน ตำแหน่งของทางแยก และโครงสร้าง รวมทั้งระยะการมองเห็นของการขับขี่ยานพาหนะ เป็นต้น
- การออกแบบโครงสร้างทาง จะต้องพิจารณา ลักษณะผิวทางที่จะออกแบบ วิธีการออกแบบคุณสมบัติ ชั้นโครงสร้างทางเดิม ปริมาณจราจรในอนาคต เช่น ผิวลาดยางควรคำนวณที่อายุ 7-10 ปี ผิวคอนกรีต ควรคำนวณที่อายุ 20 ปี เป็นต้น
- การออกแบบระบบระบายน้ำ จะต้องพิจารณา ขนาดพื้นที่รับน้ำ ปริมาณน้ำ ช่องเปิด และการกัดเซาะ เป็นต้น
- การออกแบบ ป้าย อุปกรณ์คำนวณความปลอดภัย จะต้องพิจารณาตำแหน่งที่จะติดตั้ง รูปแบบและ ประเภทของป้ายจราจรที่ติดตั้ง รวมทั้งอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัย โดยที่สามารถให้ผู้ใช้ทาง สามารถขับขี่ยานพาหนะได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย บริเวณทางแยก ทางเชื่อม และสามารถเดินทาง ถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างถูกต้อง เป็นต้น
- การออกแบบทางเชื่อม ทางแยก จะต้องพิจารณา ประเภททางที่จะเชื่อม ทางหลักหรือทางรอง จำนวน ช่องจราจรของถนนที่จะเชื่อม ระยะการมองเห็นบริวเณทางเชื่อม องศาและแนวถนนที่จะทำการเชื่อม เป็นต้น
การศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม
การจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการ จะดำเนินการจัดทำรายงานการศึกษาให้สอดคล้องกับแนวทางการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการทางหลวงหรือถนน และระบบทางพิเศษ จัดทำโดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สิงหาคม 2567) และแนวทางในการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการทางหลวง (Guidelines for Preparation of Environmental Impact Statement of A Road Scheme ) (ปรับปรุงครั้งที่ 10 : มกราคม 2569) ซึ่งจัดทำโดยกลุ่มงานสิ่งแวดล้อม สำนักแผนงาน กรมทางหลวง โดยมีขั้นตอนการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการดังรูปที่ 8-1 ทั้งนี้ จะนำแนวทางดังกล่าวมาใช้เป็นแนวทางหลัก และดำเนินการตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง และประกอบกับเอกสารทางวิชาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องสำหรับดำเนินการศึกษาและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการ โดยมีขั้นตอนและวิธีการดำเนินงาน ดังนี้
1) การทบทวนรายงานการศึกษาที่เกี่ยวข้องและตรวจสอบข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อม
ดำเนินการทบทวนรายงานการศึกษาเดิมที่เกี่ยวข้อง หรือมีผลกระทบกับโครงการ ทั้งที่เป็นโครงการของกรมทางหลวง หรือโครงการของหน่วยงานอื่นๆ ตลอดจนรวบรวมรายละเอียดเกี่ยวกับนโยบาย แผนพัฒนา คำสั่ง มติ กฎระเบียบ และข้อกำหนดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงการ และดำเนินการตรวจสอบข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ พื้นที่อนุรักษ์ตามกฎหมายและตามมติคณะรัฐมนตรี และพื้นที่อ่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ศาสนสถาน สถานศึกษา สถานพยาบาล และชุมชน เป็นต้น
2) การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (Initial Environmental Examination: IEE)
ขั้นตอนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น ประกอบด้วย 6 ขั้นตอนหลัก ดังนี้
2.1) การศึกษารายละเอียดโครงการ : ดำเนินการศึกษารายละเอียดโครงการ สภาพปัจจุบันบริเวณแนวเส้นทางโครงการ
2.2) การศึกษาลักษณะโครงการเบื้องต้น : ดำเนินการศึกษารูปแบบการพัฒนาโครงการ ทั้งการก่อสร้าง งานทาง รวมถึงระบบสาธารณูปโภคต่างๆ และแผนการดำเนินงานโครงการ รวมทั้งศึกษากิจกรรมการดำเนินโครงการในระยะต่างๆ ตั้งแต่ระยะเตรียมการก่อสร้าง ระยะก่อสร้าง และระยะดำเนินการและบำรุงรักษา
2.3) การรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิ/การสำรวจภาคสนาม : ดำเนินการรวบรวมข้อมูลด้านทรัพยากรสิ่งแวดล้อมในประเด็นที่สำคัญจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตรวจสอบลักษณะและรายละเอียดของโครงการที่ได้จากการศึกษาทบทวนรายงานการศึกษาที่เกี่ยวข้อง และการศึกษาด้านวิศวกรรม เพื่อใช้ประกอบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น และสำรวจในภาคสนามเบื้องต้น เพื่อตรวจสอบสภาพทรัพยากรสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ศึกษาของโครงการ เพื่อนำมาวิเคราะห์สถานภาพทรัพยากรสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน และเป็นข้อมูลพื้นฐานในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นที่อาจเกิดขึ้นจากการพัฒนาโครงการ โดยครอบคลุมองค์ประกอบหลักทั้ง 4 องค์ประกอบ คือ ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมทางชีวภาพ คุณค่าการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ และคุณค่าต่อคุณภาพชีวิต โดยพื้นที่ศึกษาครอบคลุมพื้นที่โครงการ และพื้นที่ใกล้เคียงซึ่งมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากการพัฒนาโครงการโดยมีระยะ 500 เมตร จากกึ่งกลางแนวเส้นทางโครงการ หรืออาจมากกว่า 500 เมตร ในกรณีที่พิจารณาแล้วเห็นว่าโครงการมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้าง

รูปที่ 8-1 ขั้นตอนการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการ
2.4) การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น : ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมได้จากหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งการสำรวจในภาคสนามเบื้องต้น และดำเนินการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นต่อทรัพยากรสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากกิจกรรมการพัฒนาโครงการ ทั้งระยะเตรียมการก่อสร้าง ระยะก่อสร้าง และระยะดำเนินการและบำรุงรักษา รวมทั้งผลกระทบจากโครงการพัฒนาอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียงและมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งในด้านบวกและด้านลบ ทั้งนี้ ในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นของโครงการจะเลือกใช้วิธี Leopold Matrix ซึ่งสามารถจำแนกผลกระทบและแสดงค่าในเชิงปริมาณ สามารถสื่อให้เห็นภาพขนาดการเกิดผลกระทบและกิจกรรมที่ก่อให้เกิดผลกระทบได้ชัดเจน โดยมีรายละเอียดประเด็นสิ่งแวดล้อมที่จะศึกษาได้พิจารณาครอบคลุมทั้ง 31 ปัจจัย
2.5) การเสนอมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น : หากพบว่ามีประเด็นหรือข้อจำกัดที่สำคัญ ที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาโครงการ โดยเป็นปัจจัยที่มีความรุนแรงและความสำคัญของผลกระทบอยู่ในระดับต่ำ จะเสนอมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นที่เหมาะสมต่อไป
2.6) สรุปประเด็นปัจจัยสิ่งแวดล้อมสำหรับการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมขั้นรายละเอียด (EIA): ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่มีระดับผลกระทบทางลบและความสำคัญอยู่ในระดับปานกลาง – สูงจะนำไปศึกษาและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมในขั้นรายละเอียด (EIA) เพื่อเสนอแนะมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมต่อไป
3) การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมขั้นรายละเอียด (Environmental Impact Assessment: EIA)
3.1) สำรวจสภาพแวดล้อมปัจจุบันบริเวณพื้นที่ศึกษาโครงการ : ดำเนินการสำรวจสภาพแวดล้อมปัจจุบันบริเวณพื้นที่ศึกษาโครงการ และดำเนินการตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมในภาคสนาม จำนวน 2 ครั้ง เพื่อเป็นตัวแทนช่วงฤดูฝน และฤดูแล้ง ดำเนินการสำรวจข้อมูลสภาพด้านเศรษฐกิจสังคม และความคิดเห็นต่อโครงการ รวมทั้งการสำรวจด้านโบราณสถาน และแหล่งโบราณคดี เพื่อนำมาจัดทำฐานข้อมูลสำหรับนำไปใช้วิเคราะห์และแสดงผลความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับสาขาทรัพยากรสิ่งแวดล้อมและคุณค่าต่างๆ
3.2) ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมในขั้นรายละเอียด : ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นจากกิจกรรมต่างๆ ในการพัฒนาโครงการทั้งกรณีไม่มีโครงการและกรณีมีโครงการ โดยพิจารณาทั้งในระยะเตรียมก่อสร้าง ระยะก่อสร้าง และระยะดำเนินการ โดยจะประเมินผลกระทบให้มีความเชื่อมโยงของประเด็นต่างๆ โดยผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ เป็นผู้ประเมิน
3.3) กำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม : จัดทำข้อเสนอแนะมาตรการป้องกัน และแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการ เพื่อให้การดำเนินโครงการก่อให้เกิดผลกระทบสิ่งแวดล้อมในระดับน้อยที่สุดเป็นที่ยอมรับ และเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ
3.4) กำหนดมาตรการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม : เสนอมาตรการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมของโครงการ เพื่อตรวจสอบประสิทธิผลของการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบฯ เฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมไม่ให้เกินมาตรฐานที่กำหนด และตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมในระยะก่อสร้างและดำเนินโครงการ โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อการจัดการผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงและบรรเทาความเสียหายอย่างทันท่วงที
การมีส่วนร่วมของประชาชนและการประชาสัมพันธ์
ที่ปรึกษาได้วางแผนการดำเนินงานการมีส่วนร่วมของประชาชนไว้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจนสิ้นสุดการศึกษาโครงการ โดยมุ่งเน้นการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารแก่กลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจนและมีความโปร่งใสเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายมีโอกาสรับทราบข้อมูลความคืบหน้าของโครงการ และเปิดโอกาสให้มีการรับฟังความคิดเห็นให้ข้อเสนอแนะได้ในทุกขั้นตอนการศึกษาโครงการ ประกอบด้วย 7 แผนงาน ดังแสดงในรูปที่ 9-1 ดังนี้

รูปที่ 9-1 แผนการดำเนินงานการมีส่วนร่วมของประชาชนและการประชาสัมพันธ์
1. แผนการเข้าพบผู้บริหารหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่
เพื่อชี้แจงความเป็นมา เหตุผลและความจำเป็น วัตถุประสงค์ ขอบเขตการดำเนินงาน และแผนการดำเนินงาน พื้นที่ศึกษา แนวเส้นทางโครงการ แนวทางการออกแบบถนนโครงการ พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นข้อเสนอแนะ เพื่อนำมาใช้ประกอบการศึกษาของโครงการ และวางแผนการดำเนินงานส่วนต่างๆ ของโครงการให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพพื้นที่และแผนพัฒนาของจังหวัด โดยจะดำเนินการในวันที่ 23 – 24 เมษายน 2569
2. แผนการประชุมปฐมนิเทศโครงการ (สัมมนา ครั้งที่ 1)
เพื่อแนะนำรายละเอียดเบื้องต้นโครงการประกอบด้วย ความเป็นมา วัตถุประสงค์ พื้นที่ศึกษา ขอบเขตการดำเนินงาน ขั้นตอนและแผนการดำเนินงาน แนวเส้นทางโครงการ แนวคิดในการออกแบบโครงการ แนวทางการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม และแผนการดำเนินงานการมีส่วนร่วมของประชาชน ให้กลุ่มเป้าหมายรับทราบ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยจะดำเนินการในวันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม 2569 เวลา 08.30 – 12.00 น. ณ ห้องประชุมเรือนโคกสูง วังโคกสูง โฮมสเตย์ ตำบลคลองยาง อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่
3. แผนการประชุมเสนอแนวคิดในการกำหนดรูปแบบทางเลือกการพัฒนาโครงการเบื้องต้น (กลุ่มย่อย ครั้งที่ 1)
เพื่อนำเสนอความก้าวหน้าของผลการศึกษาด้านต่างๆ โดยเฉพาะรูปแบบทางเลือกการพัฒนาถนนของโครงการ ข้อดี-ข้อเสียในแต่ละรูปแบบทางเลือก และหลักเกณฑ์การคัดเลือกรูปแบบที่มีความเหมาะสมต่อการพัฒนาโครงการ และผลการดำเนินงานด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ผ่านมา พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยจะดำเนินการระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ.2569
4. แผนการประชุมสรุปผลการคัดเลือกรูปแบบการพัฒนาโครงการ (สัมมนา ครั้งที่ 2)
เพื่อนำเสนอความก้าวหน้าของการศึกษาประกอบด้วย รูปแบบทางเลือกการพัฒนาโครงการที่เหมาะสม ปัจจัยผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่คาดว่ามีนัยสำคัญที่จะนำไปศึกษาต่อใน EIA และผลการดำเนินงานด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ผ่านมาให้กลุ่มเป้าหมายได้รับทราบ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยจะดำเนินการระหว่างเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม พ.ศ.2569
5. แผนการประชุมหารือมาตรการผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการ (กลุ่มย่อย ครั้งที่ 2)
เพื่อนำเสนอรายละเอียดของโครงการด้านวิศวกรรม เช่น การออกแบบแนวเส้นทางและองค์ประกอบทางวิศวกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อม และ (ร่าง) มาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการและนำเสนอผลการดำเนินงานการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ผ่านมา พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยจะดำเนินการระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2570
6. แผนการประชุมสรุปผลการศึกษาโครงการ (สัมมนา ครั้งที่ 3)
เป็นการนำเสนอสรุปผลการศึกษาด้านวิศวกรรม ด้านสิ่งแวดล้อม และผลการดำเนินงานการมีส่วนร่วมของประชาชน พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมการประชุมได้แสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อนำมาประกอบการจัดทำรายงานสรุปผลการศึกษาโครงการให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น โดยจะดำเนินการประมาณช่วงเดือนมีนาคม พ.ศ.2570
7. แผนการประชาสัมพันธ์โครงการ
เพื่อให้การดำเนินงานประชาสัมพันธ์เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายอย่างกว้างขวาง รวดเร็ว และทั่วถึง ที่ปรึกษาจึงเลือกใช้สื่อที่มีความหลากหลายเพื่อเป็นสื่อกลางสำคัญในการถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารไปสู่สาธารณะ โดยมุ่งเน้นให้กลุ่มเป้าหมายทราบอย่างต่อเนื่องตลอดทุกขั้นตอนของการศึกษา ประกอบไปด้วย เอกสารประกอบการประชุม แผ่นพับประชาสัมพันธ์ ป้ายประชาสัมพันธ์ บอร์ดนิทรรศการวีดิทัศน์นำเสนอโครงการ พร้อมทั้งสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น เว็บไซต์โครงการ เพจเฟซบุ๊ค และไลน์โครงการ เป็นต้น